logo
Thai ไทย (ภาษาไทย)TH
ขนาดตัวอักษร :

Line vector logo icon set. Vector illustration facebook youtube otepc official feed

“รมว.ศธ.” ร่วมระดมสมองกูรูการศึกษา ฝ่าวิกฤติการศึกษาช่วงโควิด-19

1

 

              รมว.ศึกษาธิการ ร่วมวงระดมสมองผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา จากภาครัฐและเอกชน หวังรับฟังแนวทางและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน ตั้งเป้าเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสสร้างการศึกษา วางแผนรับมือต่อเนื่องหลังสถานการณ์โควิด-19

             นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมการประชุมหารือ ประเด็น “ทิศทางการศึกษาเพื่อฝ่าวิกฤติโควิด” ผ่านระบบออนไลน์ เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า การประชุมในครั้งนี้เป็นการประชุมหารือร่วมกับภาคีเพื่อการศึกษาไทย (TEP - Thailand Education Partnership ) นำโดย นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์ TEP พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาของประเทศไทย อาทิ ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร  ที่ปรึกษากองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) รศ.วรากรณ์ สามโกเศศ ประธานกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ประธานอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ภาคประชาสังคม) ในคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) รวมถึง รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. คณาจารย์, เครือข่ายครูในพื้นที่ต่าง ๆ และหน่วยงานภาคเอกชนที่ทำงานร่วมกับ TEP โดยการประชุมในครั้งนี้ถือเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรับฟังข้อเสนอแนะ แนวทางการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษาของประเทศ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ซึ่งตนขอขอบคุณทุกท่านและทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสะท้อนความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์กับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่มีแนวโน้มว่าจะยังคงแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องอยู่ในขณะนี้

            โดยมุมมองสำคัญเกี่ยวกับประเด็นด้านการศึกษาที่วงประชุมได้แลกเปลี่ยนกันในวันนี้นั้น ถือเป็นเรื่องน่าสนใจที่ต้องนำมาคิดและปรับการดำเนินงานในภาพของ ศธ. โดยเฉพาะประเด็นของผลกระทบที่เกิดกับเด็กในช่วงที่การจัดการเรียนรู้ไม่เป็นไปตามปกติ ก่อให้เกิดการสูญเสียโอกาสทางการเรียนรู้ (Learning Losses) ซึ่งถือเป็นปัญหาที่ทั่วโลกพบเจอ การที่โรงเรียนไม่สามารถวางแผนการจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะสถานการณ์ผกผันตลอดเวลา ปัญหาด้านการเรียนรู้ด้วยตัวเองของเด็ก (Self-management) และผลกระทบที่เกิดจากการเรียนผ่านหน้าจอ เป็นต้น นอกจากนี้ วงประชุมยังได้ร่วมกันวิเคราะห์และหาแนวทางที่จะ “เปลี่ยนวิกฤตที่เกิดขึ้นตอนนี้ ให้เป็นโอกาสในการปฏิรูประบบการศึกษา” ที่สอดรับกับการเรียนรู้ในอนาคต และมองว่าหลังสถานการณ์โควิด-19 ระบบการศึกษาไทยต้องปรับเปลี่ยนอย่างไรบ้าง รวมถึงสะท้อนภาพของการจัดการศึกษาที่ต้องเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไปเป็น Digital learning platform และสิ่งหนึ่งที่มีการแสดงความคิดเห็นตรงกันนั้น คือ การได้เห็นว่าเมื่อเกิดภาวะวิกฤติแบบนี้ ควรปรับการจัดการให้มีความยืดหยุ่น ปลดล็อกระบบของราชการ ไม่เน้นการเรียนการสอนเพื่อวัดผล แต่ต้องปรับมาเรียนเฉพาะวิชาสำคัญ ให้เด็กได้เรียนรู้จากสิ่งรอบตัว เน้นการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Directed Learning) ให้มากที่สุด จากทั้งในชุมชน ครอบครัว

              รมว.ศธ. กล่าวต่อไปว่า เนื่องจากประเทศไทยยังคงเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบกับระบบการศึกษา ทำให้ไม่สามารถเปิดทำการเรียนการสอนได้ตามปกติ  ดังนั้น ศธ. จึงจำเป็นต้องปรับทิศทางระบบการศึกษาให้เหมาะสมตามสภาพพื้นที่และทันสถานการณ์ ตนมีความกังวลและมีความห่วงใยในการดำเนินการดังกล่าวเป็นอย่างมาก จึงต้องการรับฟังความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนความรู้จากผู้ที่ติดตามประเด็นการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมา ศธ. ได้มีนโยบายการจัดการเรียนการสอนแบบ 5 On (Online/On Air/On Demand/On Hand/On Site) โดยได้ดำเนินการจัดการเรียนการสอนรูปแบบดังกล่าวมาระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งได้พบปัญหาและอุปสรรคส่วนหนึ่งจากพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน สำหรับการเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ เป็นโอกาสอันดีที่ตนได้แลกเปลี่ยนปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนในช่วงที่ผ่านมา เข้าร่วมหารือกับที่ประชุม ซึ่งก็ได้รับคำแนะนำและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งจากผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่าน โดยหลังจากนี้ ศธ. จะได้นำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาใช้ประมวลผลร่วมกับการเก็บข้อมูลของกลุ่มอาสาสมัครของครูนักประเมินที่ได้มีการปฐมนิเทศและวางแผนในการจัดเก็บข้อมูลเพื่อฟังเสียงสะท้อนปัญหาและอุปสรรคไปก่อนหน้านี้แล้ว เพื่อที่จะได้ประเมินสถานการณ์ วางแผนการแก้ไขปัญหา ปรับระบบการศึกษาล่วงหน้า ตลอดจนปรับนโยบายให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ตามบริบทของพื้นที่มากที่สุด

             “ศธ. พยายามปรับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนให้ทันตามสถานการณ์อยู่เสมอ แต่ท่ามกลางความผันผวนของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้จากเดิมที่เราสามารถเปิดการเรียนการสอนแบบ On Site ได้กว่า 20,000 โรงเรียน แต่ในปัจจุบันเหลือประมาณ 2,000 โรงเรียน ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ทั้งนี้ ศธ. พบว่า โรงเรียนประจำหลายแห่งมีความพร้อมสำหรับการเรียนการสอนแบบ On Site ได้ จึงร่วมมือกับกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จัดเตรียมแนวทาง Sandbox Safety Zone in School (SSS) เพื่อช่วยวางมาตรการด้านความปลอดภัยให้แก่นักเรียน ครู และบุคลากรในโรงเรียน ซึ่งจะเริ่มนำร่องในโรงเรียนประจำประมาณ 20 โรงเรียน ต่อจากนั้น จึงจะเปิดโอกาสให้โรงเรียนประจำแห่งอื่น ๆ ที่มีความพร้อมสามารถเข้าร่วมโครงการได้ ซึ่งโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการจะต้องสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องความปลอดภัยในโรงเรียนและต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองจึงจะสามารถดำเนินการได้ โดยการเปิดเรียนดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้มาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ตลอดจนจะเร่งจัดหาวัคซีนให้ครอบคลุมแก่นักเรียน ครู และบุคลากรทุกท่านในโรงเรียนด้วย นอกจากนี้ ดิฉันยังให้ความสำคัญกับการจัดการเรื่องการลดภาระนักเรียน ครู การปรับการประเมิน และการนับชั่วโมงเรียนเฉพาะประเด็นที่มีความจำเป็นเท่านั้นอีกด้วย ซึ่งดิฉันในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุดและยินดีรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาการศึกษาของประเทศ” นางสาวตรีนุช กล่าว

2

3 4

TEP ๒๑๐๘๑๓ 12

TEP ๒๑๐๘๑๓ 17

TEP ๒๑๐๘๑๓ 11

TEP ๒๑๐๘๑๓ 3 TEP ๒๑๐๘๑๓ 14

TEP ๒๑๐๘๑๓ 15 TEP ๒๑๐๘๑๓ 16

TEP ๒๑๐๘๑๓ 13

TEP ๒๑๐๘๑๓ 2

 

 

กลุ่มประชาสัมพันธ์และการเผยแพร่

 

 

 

  • ฮิต: 6266

ศธ.เร่งนำเงินพระราชทาน 70 ล้าน หนุนรพ.สนาม-ศูนย์พักคอยในโรงเรียน

0

 

      “ตรีนุช” กำชับปลัด ศธ.-เลขาธิการ กพฐ.-เลขาธิการ กอศ. เร่งกระจายเงินพระราชทาน 70 ล้านบาท ไปสนับสนุนการดำเนินงาน-ปรับปรุงสถานศึกษาในสังกัดที่ใช้พื้นที่เป็นโรงพยาบาลสนาม ศูนย์พักคอย หรือสถานที่กักตัว 682 แห่ง ดูแลประชาชนติดเชื้อโควิด-19 ได้ทันการณ์

      นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า โปรดกระหม่อม พระราชทานเงิน จำนวน 99,900,000 บาท ให้แก่รัฐบาล เพื่อนำไปสนับสนุนการดำเนินงานของวัด โรงเรียน สถาบันอาชีวศึกษา มหาวิทยาลัย และหน่วยงานของเหล่าทัพทั่วประเทศ ที่จัดตั้งโรงพยาบาลสนาม ศูนย์พักคอย สถานที่กักตัว และสถานที่ฌาปนกิจศพ เพื่อรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการบำเพ็ญพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2564 และ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2564 โดยในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้รับเงินพระราชทาน จำนวน 70,000,000 บาท ซึ่งตนจะเร่งจัดสรรเงินพระราชทานไปสนับสนุนการดำเนินงานของสถานศึกษาในสังกัด ที่อนุญาตให้ใช้อาคารและพื้นที่จัดตั้งเป็นโรงพยาบาลสนาม ศูนย์พักคอย และสถานที่กักตัว ซึ่งขณะนี้มีการดำเนินงานไปแล้ว จำนวน 682 แห่ง

      “ ดิฉันได้ประชุมหารือกับ ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และ ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) ในการนำเงินพระราชทาน ซึ่งเป็นพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี ไปใช้สนับสนุนการดำเนินงานของสถานศึกษาในแต่สังกัดที่เป็นโรงพยาบาลสนาม สถานที่กักตัว สถานที่พักคอย รวมถึงหน่วยบริการด้านสาธารณสุข ให้ดีที่สุดทั้งในส่วนของที่พักและห้องน้ำ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่กำลังได้รับความเดือดร้อนได้เป็นอย่างดีและทันการณ์” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

      ทั้งนี้ จากข้อมูลล่าสุด พบว่า มีสถานศึกษาในสังกัด ศธ.อนุญาตให้ใช้อาคารและพื้นที่สถานศึกษาเป็นโรงพยาบาลสนาม จำนวน 156 แห่ง รองรับได้ 11,429 เตียง และเป็นสถานที่กักตัวหรือศูนย์พักคอย จำนวน 526 แห่ง รองรับได้ 18,725 เตียง รวมทั้งสิ้น 682 แห่ง รองรับได้ 30,154 เตียง จำแนกเป็น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อนุญาตให้ใช้สถานศึกษา เป็นโรงพยาบาลสนาม 148 แห่ง รวม 10,140 เตียง เป็นสถานที่กักตัวหรือศูนย์พักคอย 355 แห่ง รวม 15,812 เตียง, สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ) อนุญาตให้ใช้สถานศึกษา เป็นโรงพยาบาลสนาม 8 แห่ง รวม 1,289 เตียง เป็นสถานที่กักตัว หรือศูนย์พักคอย 16 แห่ง รวม 1,411 เตียง สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) อนุญาตให้ใช้สถานศึกษาเป็นสถานที่กักตัว หรือศูนย์พักคอย 155 แห่ง รวม 1,502 เตียง.

 

 

กลุ่มประชาสัมพันธ์และการเผยแพร่

  • ฮิต: 541

“ตรีนุช” มอบ ก.ค.ศ. ดูแลเสียงสะท้อนจากเด็ก ครู และผู้ปกครองทั่วประเทศ ในช่วงสถานการณ์โควิด

165697

 

           นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบนโยบายและวางแผนกับทุกส่วนราชการในเรื่องของการจัดการเรียนการสอนในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยการสอนแบบ 5 On (Online/On Air/On Demand/On Hand/On Site) นั้น เนื่องจากสถานศึกษาต่าง ๆ ได้ดำเนินการจัดการเรียนการสอนรูปแบบดังกล่าวมาระยะหนึ่งแล้ว จึงทำให้พบปัญหาและอุปสรรคของบริบทในแต่ละพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน ตนเองมีความกังวลและมีความห่วงใยในการดำเนินการดังกล่าวเป็นอย่างมาก และต้องการรับฟังความคิดเห็นจากนักเรียน ครู และผู้ปกครองในแต่ละพื้นที่เพื่อสะท้อนปัญหาและอุปสรรคที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอน เพื่อที่กระทรวงศึกษาธิการจะได้นำข้อมูลมาประมวลผลเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหา ตลอดจนปรับนโยบายให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น จึงได้มีการประชุมหารือกันถึงแนวทางในการได้มาซึ่งข้อมูลที่จะนำมาสู่การแก้ไขปัญหาที่เป็นระบบ โดยได้มอบหมายให้ รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ... หาแนวทางและวิธีการดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลและการประเมินแบบเร่งด่วนภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้ 

        นางสาวตรีนุช กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ได้รับทราบข้อมูลว่าได้วางแผนและวางระบบวิธีการเก็บข้อมูลจากนักเรียน ครู และผู้ปกครองจากพื้นที่ต่าง ๆ ในทุกภูมิภาคของประเทศ ผ่านกลไกใหม่ที่เรียกว่าการประเมินแบบเร่งด่วน ซึ่งเป็นวิธีการที่นานาชาติใช้กัน และเป็นวิธีการที่จะสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลได้อย่างรวดเร็วจากสภาพความเป็นจริงและเชื่อถือได้ โดยได้รับความร่วมมือจากสถาบันอุดมศึกษาจำนวน 4 แห่ง คือ คณะวิทยาลัยการศึกษา มหาวิทยาลัยพะเยา, ภาควิชาวิจัยและพัฒนาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ และข้าราชการครูที่มีความรู้ความสามารถด้านวิชาการ ซึ่งจะกระจายพื้นที่ทั่วประเทศ ภายใต้โครงการ “อาสาสมัครครูนักประเมิน”(Rapid Appraisal Volunteer : RAV) ซึ่งผู้เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครเข้าร่วมเป็น RAV Team ในครั้งนี้คือ ครู ผู้อำนวยการสถานศึกษา หรือศึกษานิเทศก์ ที่มีพื้นฐานการวิจัยและประเมิน (จบ ป.โท - ป.เอก) จะเป็นผู้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากโรงเรียน หรือพื้นที่ต่าง ๆ และประเมินผลแบบเร่งด่วน ส่งผลกลับมายังส่วนกลาง เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปได้อย่างรวดเร็ว โดยโครงการนี้ได้เปิดรับผู้ที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการประมาณ 250 คน ซึ่งทราบว่าขณะได้มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการเต็มจำนวนดังกล่าวแล้ว ภายในระยะเวลา 1 วัน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีและก็รู้สึกดีใจที่มีผู้ที่เห็นความสำคัญและได้อาสามาช่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งหลังจากนี้สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้กำหนดให้มีการจัดการประชุมชี้แจงแนวทางและวิธีการดำเนินงานให้กับอาสาสมัครดังกล่าว ในวันที่ 5 สิงหาคม 2564 ที่จะถึงนี้ ผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งตนเองก็จะเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ด้วย        

      นางสาวตรีนุช ได้กล่าวในตอนท้ายว่า กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงาน ก.ค.ศ. ซึ่งเป็นแม่งานหลักในการกำหนดนโยบายดูแลครู จะนำข้อมูลที่ได้รับฟังนี้ไปวางมาตรการที่จำเป็น เพื่อให้ตรงกับความต้องการของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษามากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์การแพร่ระบาด ตลอดจนผลกระทบจากสภาวะทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วน และทุกฝ่ายกำลังได้รับความเดือดร้อนอยู่ ณ ขณะนี้ และในฐานะที่ตนเองเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็พร้อมที่จะช่วยเหลือ ดูแล และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับนักเรียน ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้ดีที่สุด

1

19

           

กลุ่มประชาสัมพันธ์และการเผยแพร่

  • ฮิต: 1258

“ตรีนุช” ส่งครูนักประเมินเก็บข้อมูลสะท้อนนโยบาย ศธ.

RAV   

               รมว.ศึกษาธิการ จับมือ 4 มหาวิทยาลัย ปฐมนิเทศเตรียม “อาสาสมัครครูนักประเมิน” ก่อนลุยเก็บข้อมูลพื้นที่ หวังรับทราบข้อเท็จจริงที่สะท้อนถึงนโยบาย เพื่อปรับมาตรการช่วยเหลือเด็ก ครู ผู้ปกครอง ในสถานการณ์วิกฤตโควิด-19

    นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการปฐมนิเทศ “อาสาสมัครครูนักประเมิน” (Rapid Appraisal Volunteer : RAV) ผ่านระบบออนไลน์ว่า การปฐมนิเทศครั้งนี้มีคณาจารย์ จากมหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยทักษิณ พร้อมด้วยครู ผู้อำนวยการสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ ที่สมัครเข้ามาเป็นอาสาสมัครครูนักประเมิน กว่า 250 คนเข้าร่วม ซึ่งตนขอขอบคุณอาสาสมัครทุกคน ที่เสียสละเวลา และได้อาสาเข้ามาช่วยเหลืองานของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ทำให้เห็นถึงน้ำใจ และความร่วมแรงร่วมใจของทุกฝ่าย ที่ต้องการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ได้ทวีความรุนแรงอยู่ในขณะนี้

     รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า เนื่องจากความผันผวนของการแพร่ระบาดของโควิด- 19 และบริบทของสถานศึกษาทั่วประเทศ ที่ได้รับผลกระทบแตกต่างกัน  ส่งผลให้โรงเรียนต้องเปิด-ปิดสถานศึกษาบ่อยครั้ง  ดังนั้น ศธ.จึงจำเป็นต้องหาแนวทางที่ยืดหยุ่น เหมาะสมตามสภาพพื้นที่และทันสถานการณ์ซึ่งกระบวนการประเมินแบบเร่งด่วน (rapid appraisal) นี้เป็นโครงการสำคัญที่กระทรวงศึกษาธิการ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นกลไกใหม่ ที่สามารถทำให้รับรู้ข้อมูลในพื้นที่จากสภาพจริงและเชื่อถือได้ เพื่อทำให้ทราบถึงปัญหาอุปสรรคของการปฏิบัติจริงในพื้นที่ที่สะท้อนถึงนโยบายต่างๆ ของ ศธ. ว่าเกิดผลดีต่อผู้ปฏิบัติ หรือจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนนโยบายอย่างไรให้สอดคล้องกับการปฏิบัติในพื้นที่นั้นๆ โดยอาศัยอาสาสมัครครู และนักประเมินทุกท่าน ซึ่งจะมีการติดตามและประเมินผลเป็นระยะ เพื่อนำผลมาปรับเปลี่ยนมาตรการในการดูแลให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที และปรับปรุงแก้ไขให้สอดรับกับบริบทของพื้นที่มากที่สุด

    “ดิฉันได้รับฟังข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ และได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากคณาจารย์ ครู และบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาก และสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งที่เราจะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการสร้างสิ่งใหม่ๆ ที่ทำให้การจัดกระบวนการเรียนรู้ต้องปรับเปลี่ยนไป เราต้องมาร่วมกันคิดว่าผู้เรียนจะต้องได้รับการศึกษาอย่างไร ครูจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการเรียนการสอนอย่างไร ทำอย่างไรที่จะให้ผู้เรียน และครูสามารถจัดการเรียนการสอนได้ในสถานการณ์นี้ โดยที่ผ่านมา ศธ.ได้ดำเนินโครงการไปหลายโครงการ สิ่งหนึ่งที่พยายามทำในตอนนี้ คือ ทำให้เกิดความยืดหยุ่นในเรื่องของการจัดการเรียนการสอน การประเมิน การลดภาระครู การปลดล๊อกการบริหารจัดการแนวทางการใช้จ่ายงบประมาณเงินอุดหนุนรายหัว ให้สามารถนำเงินงบประมาณมาใช้อย่างเหมาะสมกับแต่ละบริบทของพื้นที่ รวมถึงมีการเสนอมาตรการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ปกครอง ซึ่งดิฉันในฐานะรัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการ และในอีกฐานะหนึ่งก็เป็นผู้ปกครอง ย่อมเข้าใจความรู้สึกของผู้ปกครองที่มีความห่วงใยในบุตรหลานดิฉันจะพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด และเชื่อมั่นว่าเราจะผ่านพ้นสภาวการณ์นี้ไปด้วยกัน” นางสาวตรีนุช กล่าว.

 

2

3 4

5 6

7

messageImage 1628133577081

messageImage 1628131068883

1628133341594

113

116

117

118

 

 

กลุ่มประชาสัมพันธ์และการเผยแพร่

 

 

 

 

  • ฮิต: 1677

ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 7/2564

messageImage 1627525857024

          ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 7/2564 ในวันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม 2564 ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยมีนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน ซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และมีมติที่สำคัญ คือ

        1. อนุมัติ หลักการการประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

              สืบเนื่องจาก ก.ค.ศ. ได้มีการกำหนดมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะใหม่ รวมทั้งหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกตำแหน่ง ซึ่งหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ดังกล่าว ได้กำหนดให้นำผลการประเมินการพัฒนางานตามข้อตกลงไปใช้เป็นองค์ประกอบในการประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลการปฏิบัติงานในการพิจารณาเลื่อนเงินเดือน ประกอบกับตามที่สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้กำหนดนโยบายเร่งด่วนในการขับเคลื่อนการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 5 เรื่อง ซึ่งนโยบายที่ 2 คือ การปรับระบบการประเมินวิทยฐานะควบคู่กับระบบการประเมินเงินเดือน ดังนั้น จึงต้องมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะ และหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะดังกล่าว โดยเห็นควรกำหนดหลักการการประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใน 6 ประเด็น ดังนี้

                   1. สภาพปัญหา

                       ปัจจุบันการประเมินเพื่อให้มีหรือเลื่อนวิทยฐานะและการประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อเลื่อนเงินเดือนมีการกำหนดให้ใช้เครื่องมือ วิธีการ รวมทั้งการกำหนดตัวชี้วัดและเป้าหมายที่แตกต่างกัน ทำให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีภาระงานเพิ่มขึ้นจากการประเมินที่ซ้ำซ้อน

                   2. หลักการ

                         2.1 เพื่อลดความซ้ำซ้อนจากการประเมิน ลดภาระงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ลดภาระด้านงบประมาณภาครัฐ รวมทั้งเกิดการเชื่อมโยงบูรณาการกันระหว่างการประเมินแต่ละระบบ ดังนั้น จึงกำหนดรูปแบบการประเมินที่ใช้ตัวชี้วัดเดียวกัน เพื่อให้สามารถนำผลการประเมินมาใช้ ทั้งในการประเมินเพื่อให้มีและเลื่อนวิทยฐานะ การประเมินเพื่อคงวิทยฐานะ รวมทั้งการประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อเลื่อนเงินเดือน

                       2.2 เน้นระบบการประเมินแบบ Performance-based Appraisal เป็นหลัก โดยใช้ระบบการประเมินแบบ Result-based Appraisal ร่วมด้วย

                       2.3 กำหนดให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคน (ยกเว้นตำแหน่งครูผู้ช่วย) ต้องจัดทำข้อตกลงในการพัฒนางานทุกปีงบประมาณเสนอต่อผู้บังคับบัญชา ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 ข้อตกลงในการพัฒนางานตามมาตรฐานตำแหน่ง ส่วนที่ 2 ข้อตกลงในการพัฒนางานที่เสนอเป็นประเด็นท้าทายในการพัฒนางานของแต่ละตำแหน่ง โดยข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาแต่ละคนต้องปฏิบัติงานให้ได้ตามระดับการปฏิบัติที่คาดหวังตามตำแหน่งและวิทยฐานะของตนเอง ซึ่งในส่วนของการประเมินผลการปฏิบัติงานนั้น ผลการประเมินข้อตกลงการพัฒนางานจะนำมาใช้พิจารณาผลการประเมิน
ในองค์ประกอบที่ 1

                   3. องค์ประกอบการประเมิน

                       ในการประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากำหนดองค์ประกอบการประเมิน 3 ข้อ ดังนี้

                       องค์ประกอบที่ 1 การประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลการปฏิบัติงาน    

                       (เน้นการประเมินผลการปฏิบัติงานตามมาตรฐานตำแหน่ง) 80 คะแนน

                       องค์ประกอบที่ 2 การประเมินการมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษา

                       (เน้นการประเมินการมีส่วนร่วมกับหน่วยงานของตนเอง)  10 คะแนน

                       องค์ประกอบที่ 3 การประเมินการปฏิบัติตนในการรักษาวินัย คุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ (เน้นการประเมินพฤติกรรมและการปฏิบัติตน) 10 คะแนน

                   4. เครื่องมือ

                       การประเมินข้อตกลงในการพัฒนางานเพื่อให้มีหรือเลื่อนวิทยฐานะ (PA) การคงวิทยฐานะ และการประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อเลื่อนเงินเดือน ใช้ตัวชี้วัดในการประเมินชุดเดียวกัน ซึ่งกำหนดจากงานตามมาตรฐานตำแหน่ง    

                   5. วิธีการประเมิน

                    องค์ประกอบที่ 1

                    การประเมินผลการปฏิบัติงานครั้งที่ 1

                   1. นำข้อตกลงในการพัฒนางานมากำหนดขอบเขตของผลการปฏิบัติงานที่คาดหวัง

                   2. ให้ผู้บังคับบัญชาประเมินผลการปฏิบัติงานตามขอบเขตของผลการปฏิบัติงานที่คาดหวัง

                    การประเมินผลการปฏิบัติงานครั้งที่ 2

                    ให้ผู้บังคับบัญชานำผลการประเมินข้อตกลงในการพัฒนางานมาใช้ประกอบการพิจารณา

                   องค์ประกอบที่ 2 และ 3

                    การประเมินผลการปฏิบัติงานทั้ง 2 รอบการประเมิน ให้ผู้บังคับบัญชาประเมินตามสภาพการปฏิบัติงานและการปฏิบัติตน

                    6. การนผลการประเมินไปใช้

                   ใช้ในการพิจารณาเลื่อนเงินเดือน การประเมินเพื่อคงวิทยฐานะ และใช้เป็นคุณสมบัติในการขอให้มีหรือเลื่อนวิทยฐานะ

                   ทั้งนี้ ให้สำนักงาน ก.ค.ศ. ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

       2. เห็นชอบ (ร่าง) ระเบียบ ก.ค.ศ. ว่าด้วยระบบทะเบียนประวัติข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ….
             สืบเนื่องจากที่ ก.ค.ศ. ได้จัดทำระเบียบ ก.ค.ศ.  ว่าด้วยระบบทะเบียนประวัติข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2555 ขึ้น เพื่อใช้ในการบริหารงานและขับเคลื่อนการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเพื่อให้มีประสิทธิภาพเกิดประสิทธิผล ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 19 (4) และ (17)  แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 ที่กำหนดให้มีการจัดทำระบบทะเบียนประวัติและแก้ไขทะเบียนประวัติข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และเป็นไปตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่เน้นการบูรณาการแลกเปลี่ยนเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐเพื่อลดการสำเนาเอกสารและใช้ข้อมูลร่วมกัน ซึ่งระเบียบดังกล่าวได้กำหนดให้มี 2 ระบบ คือ ระบบเอกสาร และระบบอิเล็กทรอนิกส์ และระเบียบดังกล่าวได้กำหนดให้มีการพิจารณาทบทวนระเบียบนี้ อย่างน้อยทุกรอบระยะเวลาสองปี เพื่อพิจารณาถึงความเหมาะสมและความสอดคล้องกับเทคโนโลยีที่ได้มีการพัฒนาหรือได้มีการเปลี่ยนแปลงไป

         ก.ค.ศ. จึงได้พิจารณาทบทวน ปรับปรุง และแก้ไขระเบียบดังกล่าวเพื่อให้เป็นไปตามสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยได้มีการแก้ไขเป็น (ร่าง) ระเบียบ ก.ค.ศ. ว่าด้วยระบบทะเบียนประวัติข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. .... ซึ่งในรายละเอียดของ (ร่าง) ระเบียบดังกล่าว กำหนดให้การจัดทำข้อมูลทะเบียนประวัติจะเป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์เพียงอย่างเดียว โดยจะไม่มีการจัดทำระบบเอกสาร และในขณะเดียวกันสำนักงานก.ค.ศ. ก็ได้พัฒนาระบบทะเบียนประวัติอิเล็กทรอนิกส์ (CMSS) ควบคู่ไปพร้อมกับ (ร่าง) ระเบียบ ก.ค.ศ.ฯ ดังกล่าวด้วย เพื่อให้มีความสอดคล้องกัน ทั้งนี้ เพื่อให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง สามารถจัดทำทะเบียนประวัติข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นมาตรฐานเดียวกัน และสามารถนำข้อมูลในระบบทะเบียนประวัติอิเล็กทรอนิกส์ (CMSS)ไปใช้ในการบริหารงานบุคคล เพื่อให้สามารถสืบค้น อ้างอิง และใช้เป็นหลักฐานที่ใช้ในราชการได้ ซึ่งเป็นไปตามวาระเร่งด่วน (Quick win) ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ให้จัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของประเทศให้เป็นระบบ มีความครบถ้วนสมบูรณ์ ถูกต้องเป็นปัจจุบัน และสามารถนำไปใช้ประโยชน์กับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องต่อไป

 

messageImage 1627526336746 

 messageImage 1627526363120

messageImage 1627525907209

messageImage 1627525961181

messageImage 1627525988556  messageImage 1627528296145


messageImage 1627528417262

messageImage 1627526037886  messageImage 1627528775130

messageImage 1627525945700 messageImage 1627526037886 

messageImage 1627528846111 messageImage 1627525596411

messageImage 1627525470866  messageImage 1627526123864

messageImage 1627526815930messageImage 1627526390070

 

 

 

 กลุ่มประชาสัมพันธ์และการเผยแพร่ สำนักงาน ก.ค.ศ.

 

 

มติ ก.ค.ศ., ก.ค.ศ.

  • ฮิต: 27073

เนื้อหาอื่นๆ...

สารสนเทศสำนักงาน ก.ค.ศ.



footer logo

สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

กระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนินนอก ดุสิต กทม. 10300

Ribbon