logo Eng
English (UK)EN
ขนาดตัวอักษร :

Line vector logo icon set. Vector illustration facebook youtube otepc official feed

การประชุมสัมมนาเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ในส่วนภูมิภาค ผ่านระบบออนไลน์ ครั้งที่ 2 กลุ่มภาคกลางและภาคใต้

   1630375673903

           วันที่ 31 สิงหาคม 2564 รศ.ดร.ประวิต  เอราวรรณ์  เลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ส่วนภูมิภาค ผ่านระบบออนไลน์ ครั้งที่ 2 กลุ่มภาคกลางและภาคใต้ ผ่านระบบออนไลน์

          จากที่ สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้ประกาศใช้หลักเกณฑ์และวิธีการที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้ส่วนราชการและหน่วยงานการศึกษาถือปฏิบัตินั้น เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน นำไปสู่การปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ เป็นมาตรฐานเดียวกัน สำนักงาน ก.ค.ศ. จึงได้มีการจัดประชุมสัมมนาเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในส่วนภูมิภาคให้กับผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด/สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขึ้น โดยกำหนดให้มีการจัดประชุมสัมมนาแบ่งตามกลุ่มภูมิภาค คือ กลุ่มภาคเหนือ กลุ่มภาคกลาง กลุ่มภาคใต้ และกลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเชิญผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานบุคคลในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 245 เขต และในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด 77 จังหวัด ประชุมสัมมนาผ่านระบบออนไลน์ เนื่องจากในขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้ดำเนินการจัดประชุมสัมมนาไปแล้ว 1 ครั้ง กลุ่มภาคเหนือ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา

          สำหรับการประชุมสัมมนาในครั้งนี้ เป็นการประชุมครั้งที่ ๒ กลุ่มภาคกลางและภาคใต้ มีผู้เข้าร่วมประชุมจากพื้นที่ภาคกลาง จำนวน 110 คน และพื้นที่ภาคใต้ จำนวน 61 คน โดยมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักงาน ก.ค.ศ. เป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และเปิดโอกาสให้มีการซักถามและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนามีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ตรงกัน นำไปสู่การปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพเป็นมาตรฐานเดียวกัน

           
1630375642371

1630373028798 

 1630373004974

1

2

01

00

 

1630396555096

1630377566944

1630394357801

1630392060496

1630381140061

messageImage 1630385572320

1630377189514

1630377181996

 

 

กลุ่มประชาสัมพันธ์และการเผยแพร่

 

 

 

 

  • Hits: 2020

ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 8/2564

                 1

              ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 8/2564 ในวันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม 2564  โดยมีนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน ซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และมีมติที่สำคัญ ดังนี้

            1. อนุมัติ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

             สืบเนืองจากที่ ก.ค.ศ. ได้กำหนดมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ว 3/2564) รวมถึงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ใหม่ ทั้ง 4 สายงาน (ว 9 - ว 12 /2564) ซึ่งหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ดังกล่าว จะสอดคล้องกับระบบการประเมินผลการปฏิบัติงาน โดยกำหนดให้นำผลการประเมินการพัฒนางานตามข้อตกลง (Performance Agreement : PA) ไปใช้เป็นองค์ประกอบในการประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลการปฏิบัติงาน เพื่อลดความซ้ำซ้อนจากการประเมิน ลดภาระงานของข้าราชการครูฯ ลดภาระด้านงบประมาณภาครัฐ รวมทั้งเกิด การเชื่อมโยงบูรณาการกันระหว่างการประเมินแต่ละระบบ ซึ่ง ก.ค.ศ. ในคราวประชุมครั้งที่ 7/2564  เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2564 ได้มีมติอนุมัติหลักการการประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยให้กำหนดรูปแบบการประเมินที่ใช้ตัวชี้วัดเดียวกัน เพื่อให้สามารถนำผลการประเมินมาใช้ ทั้งการประเมินเพื่อให้มีและเลื่อนวิทยฐานะ การประเมินเพื่อคงวิทยฐานะ รวมทั้งการประเมินผลการปฏิบัติงาน เพื่อเลื่อนเงินเดือน ที่เน้นระบบการประเมินแบบ Performance-based Appraisal เป็นหลัก โดยใช้ระบบการประเมินแบบ Result-based Appraisal ร่วมด้วย โดยทุกตำแหน่งจัดทำข้อตกลงในการพัฒนางาน (PA) (ยกเว้นครูผู้ช่วย) ซึ่งสาระสำคัญของ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการนี้ ประกอบด้วย

          องค์ประกอบการประเมิน  (100 คะแนน) มี 3 องค์ประกอบ

                   1) การประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลการปฏิบัติงาน 80 คะแนน

                    2) การประเมินการมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษา 10 คะแนน

                    3) การประเมินการปฏิบัติตนในการรักษาวินัยฯ 10 คะแนน

          เครื่องมือ การประเมินข้อตกลง PA เพื่อเลื่อนวิทยฐานะ การประเมินคงวิทยฐานะ และการประเมินผลการปฏิบัติงาน ใช้ตัวชี้วัดชุดเดียวกัน

          วิธีการประเมิน

              1) องค์ประกอบที่ 1 

                   รอบที่ 1   1. นำ PA มากำหนดขอบเขตผลการปฏิบัติงานที่คาดหวัง

                                  2. ให้ประเมินตามขอบเขตผลการปฏิบัติงานที่คาดหวัง

                     รอบที่ 2  ให้นำผลการประเมิน PA มาใช้ประกอบการพิจารณา

              2) องค์ประกอบที่ 2 และ 3  ทั้ง 2 รอบ ให้ประเมินตามสภาพการปฏิบัติงานและการปฏิบัติตน

          การนำผลการประเมินไปใช้ การพิจารณาเลื่อนเงินเดือน  การประเมินคงวิทยฐานะ การเป็นคุณสมบัติ     ในการเลื่อนวิทยฐานะ

          2. เห็นชอบรายละเอียดการดำเนินการเกี่ยวกับการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

              สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ขอให้ ก.ค.ศ. พิจารณาให้ความเห็นชอบรายละเอียดการดำเนินการเกี่ยวกับการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เนื่องจากหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคล เพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา และผู้อำนวยการสถานศึกษา ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ 0206.6/ว 8 ลงวันที่ 26 เมษายน 2562 ข้อ 5 กำหนดให้ส่วนราชการดำเนินการเกี่ยวกับการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษาหรือผู้อำนวยการสถานศึกษา แล้วแต่กรณี เมื่อส่วนราชการดำเนินการตามข้อ 5 แล้ว ให้นำเสนอ ก.ค.ศ. พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนแจ้ง กศจ. หรือ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง ดำเนินการต่อไป โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้ดำเนินการจัดทำรายละเอียดเกี่ยวกับการคัดเลือกบุคคลฯ ดังนี้

          องค์ประกอบในการคัดเลือก มีการทดสอบ 3 ภาค

                   ภาค ก สมรรถนะในการบริหารงาน (คะแนนเต็ม 100 คะแนน)

                   ภาค ข ความเหมาะสมกับการปฏิบัติงานในหน้าที่  (คะแนนเต็ม 150 คะแนน)

                   ภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่ง (คะแนนเต็ม 100 คะแนน)

                   ให้ดำเนินการประเมินตามตัวชี้วัดองค์ประกอบการประเมิน คะแนนการประเมิน กรอบการพิจารณา และวิธีการประเมินตามที่กำหนดไว้ในใบสมัคร

          เกณฑ์การตัดสิน ผู้ผ่านการคัดเลือกภาค ก ต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 จึงมีสิทธิเข้ารับการประเมินภาค ข และภาค ค ผู้ผ่านภาค ข และภาค ค แต่ละภาคต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 และได้คะแนนรวมทั้ง 3 ภาค แล้ว ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 โดยให้ประกาศรายชื่อเรียงตามลำดับคะแนนรวม ภาค ก ภาค ข และภาค ค จากมากไปหาน้อย กรณีคะแนนรวมเท่ากัน ให้ผู้ได้คะแนนภาค ข มากกว่าอยู่ในลำดับที่ดีกว่า หากคะแนนภาค ข เท่ากัน ให้ผู้ได้คะแนนภาค ค มากกว่าอยู่ในลำดับที่ดีกว่า หากคะแนน ค ยังเท่ากันอีก ให้ผู้อาวุโสเป็นผู้อยู่ในลำดับที่ดีกว่า

          เงื่อนไขการขึ้นบัญชี ขึ้นบัญชีผู้ได้รับการคัดเลือกไว้ไม่เกิน 2 ปี นับแต่วันที่ประกาศขึ้นบัญชี

              ก.ค.ศ. พิจารณาแล้วเห็นว่ารายละเอียดการดำเนินการเกี่ยวกับการคัดเลือกฯ ที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาเสนอ เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ที่ ก.ค.ศ. กำหนด (ว 8/2562) และเป็นไปตามมติ ก.ค.ศ. ในการประชุมครั้งที่ 11/2562 เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งกำหนดให้เพิ่มระยะเวลาการประเมินสัมฤทธิผลการปฏิบัติงานในหน้าที่เพื่อพัฒนาการศึกษา จาก 6 เดือน เป็น 1 ปี นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา (ว 3/2564) บริบทของสถานศึกษา และหน้าที่ของผู้บริหารสถานศึกษา ในการบริหารกิจการของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จึงมีมติเห็นชอบรายละเอียดการดำเนินการเกี่ยวกับการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาเสนอ

          3. อนุมัติจัดสรรคืนอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เมื่อสิ้นปีงบประมาณปี พ.ศ. 2564 ให้กับส่วนราชการต่าง ๆ รวม 20,453 อัตรา ดังนี้

         สังกัด สพฐ.

               ผอ.สพท.                                     จำนวน        42     อัตรา

               รอง ผอ.สพท.(ตำแหน่งโครงสร้าง)     จำนวน        60     อัตรา   

               ผอ.สถานศึกษา                              จำนวน   2,046     อัตรา

               รอง ผอ. สถานศึกษา                       จำนวน     186      อัตรา

               ครูผู้ช่วย                                       จำนวน  16,553     อัตรา

               ศึกษานิเทศก์                                 จำนวน      128     อัตรา

               บคศ.อื่นตาม ม.38 ค.(2)                  จำนวน      292     อัตรา

               พนักงานราชการ                             จำนวน       32      อัตรา

                                                                รวม         19,339     อัตรา

                สงวนอัตราว่างจากโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น จำนวน 5,041 อัตรา

 

        สังกัด สป.

        สำนักงาน กศน.

              ผอ.สนง.กศน.จังหวัด                         จำนวน     6     อัตรา

              รอง ผอ.สนง.กศน.จังหวัด                   จำนวน     4     อัตรา   

              ผอ.สถานศึกษา                                จำนวน     74   อัตรา

              ครูผู้ช่วย                                         จำนวน     48   อัตรา

              ศึกษานิเทศก์                                   จำนวน     10   อัตรา

              บคศ.อื่นตาม ม.38 ค.(2)                     จำนวน     13   อัตรา

              พนักงานราชการ                                จำนวน      1   อัตรา

                                                                        รวม       156  อัตรา

               สงวนอัตราว่างจากโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น จำนวน 6 อัตรา

 

         สป.ศธ.(เดิม)

                ศึกษาธิการจังหวัด                             จำนวน     13    อัตรา

                รองศึกษาธิการจังหวัด                        จำนวน       2    อัตรา   

                ศึกษานิเทศก์                                   จำนวน     42    อัตรา

                บคศ.อื่นตาม ม.38 ค.(2)                     จำนวน    46    อัตรา

                พนักงานราชการ                                จำนวน      5    อัตรา

                                                                          รวม      108   อัตรา

        สอศ.

                ผอ.สถานศึกษา                                จำนวน     51    อัตรา

                รอง ผอ.สถานศึกษา                           จำนวน    49     อัตรา   

               ครูผู้ช่วย                                          จำนวน     738   อัตรา

               ศึกษานิเทศก์                                    จำนวน        1    อัตรา

               บคศ.อื่นตาม ม.38 ค.(2)                     จำนวน       10    อัตรา

               พนักงานราชการ                               จำนวน         1    อัตรา

                                                                        รวม        850    อัตรา

                 สงวนอัตราว่างจากโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น จำนวน 275 อัตรา

            4. อนุมัติ การย้ายและแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในสังกัดสพม. ให้ดำรงตำแหน่งและวิทยฐานะเดิม ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งใหม่ จำนวน 3 ราย ทั้งนี้ ให้มีผลการย้ายและแต่งตั้ง ตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2564 ตามที่ สพฐ. เสนอ

          5. อนุมัติ การบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้ได้รับการคัดเลือกและ ผ่านการพัฒนาก่อนการแต่งตั้งฯ ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 17 ราย โดยคงให้ได้รับวิทยฐานะตามที่ได้รับอยู่เดิม ทั้งนี้ ให้มีผลการแต่งตั้ง ตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2564 ตามที่ สพฐ. เสนอ

          6. อนุมัติ การย้ายและแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ในสังกัด สพม. ให้ดำรงตำแหน่งและวิทยฐานะเดิม และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งใหม่ จำนวน 37 ราย ทั้งนี้ ให้มีผลการย้ายและแต่งตั้ง ตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2564 ตามที่ สพฐ. เสนอ

          7.อนุมัติ การบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้ได้รับการคัดเลือกและ ผ่านการพัฒนาก่อนการแต่งตั้งฯ ให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ในสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 11 ราย โดยคงให้ได้รับเงินเดือนและได้รับวิทยฐานะตามที่ได้รับอยู่เดิม ทั้งนี้ ให้มีผลการแต่งตั้ง ตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2564 ตามที่ สพฐ. เสนอ

 

1630034143796

2 3

4

11 12

13 9

5 1630034311396

6  8  

10  7

401140 1630034196578

1630034170308

400937

1630032219997

 

กลุ่มประชาสัมพันธ์และการเผยแพร่ สำนักงาน ก.ค.ศ.

 

 

 

 

 

มติ ก.ค.ศ.

  • Hits: 19343

“รมว.ศธ.” ร่วมระดมสมองกูรูการศึกษา ฝ่าวิกฤติการศึกษาช่วงโควิด-19

1

 

              รมว.ศึกษาธิการ ร่วมวงระดมสมองผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา จากภาครัฐและเอกชน หวังรับฟังแนวทางและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน ตั้งเป้าเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสสร้างการศึกษา วางแผนรับมือต่อเนื่องหลังสถานการณ์โควิด-19

             นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมการประชุมหารือ ประเด็น “ทิศทางการศึกษาเพื่อฝ่าวิกฤติโควิด” ผ่านระบบออนไลน์ เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า การประชุมในครั้งนี้เป็นการประชุมหารือร่วมกับภาคีเพื่อการศึกษาไทย (TEP - Thailand Education Partnership ) นำโดย นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์ TEP พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาของประเทศไทย อาทิ ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร  ที่ปรึกษากองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) รศ.วรากรณ์ สามโกเศศ ประธานกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ประธานอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ภาคประชาสังคม) ในคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) รวมถึง รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. คณาจารย์, เครือข่ายครูในพื้นที่ต่าง ๆ และหน่วยงานภาคเอกชนที่ทำงานร่วมกับ TEP โดยการประชุมในครั้งนี้ถือเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรับฟังข้อเสนอแนะ แนวทางการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษาของประเทศ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ซึ่งตนขอขอบคุณทุกท่านและทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสะท้อนความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์กับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่มีแนวโน้มว่าจะยังคงแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องอยู่ในขณะนี้

            โดยมุมมองสำคัญเกี่ยวกับประเด็นด้านการศึกษาที่วงประชุมได้แลกเปลี่ยนกันในวันนี้นั้น ถือเป็นเรื่องน่าสนใจที่ต้องนำมาคิดและปรับการดำเนินงานในภาพของ ศธ. โดยเฉพาะประเด็นของผลกระทบที่เกิดกับเด็กในช่วงที่การจัดการเรียนรู้ไม่เป็นไปตามปกติ ก่อให้เกิดการสูญเสียโอกาสทางการเรียนรู้ (Learning Losses) ซึ่งถือเป็นปัญหาที่ทั่วโลกพบเจอ การที่โรงเรียนไม่สามารถวางแผนการจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะสถานการณ์ผกผันตลอดเวลา ปัญหาด้านการเรียนรู้ด้วยตัวเองของเด็ก (Self-management) และผลกระทบที่เกิดจากการเรียนผ่านหน้าจอ เป็นต้น นอกจากนี้ วงประชุมยังได้ร่วมกันวิเคราะห์และหาแนวทางที่จะ “เปลี่ยนวิกฤตที่เกิดขึ้นตอนนี้ ให้เป็นโอกาสในการปฏิรูประบบการศึกษา” ที่สอดรับกับการเรียนรู้ในอนาคต และมองว่าหลังสถานการณ์โควิด-19 ระบบการศึกษาไทยต้องปรับเปลี่ยนอย่างไรบ้าง รวมถึงสะท้อนภาพของการจัดการศึกษาที่ต้องเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไปเป็น Digital learning platform และสิ่งหนึ่งที่มีการแสดงความคิดเห็นตรงกันนั้น คือ การได้เห็นว่าเมื่อเกิดภาวะวิกฤติแบบนี้ ควรปรับการจัดการให้มีความยืดหยุ่น ปลดล็อกระบบของราชการ ไม่เน้นการเรียนการสอนเพื่อวัดผล แต่ต้องปรับมาเรียนเฉพาะวิชาสำคัญ ให้เด็กได้เรียนรู้จากสิ่งรอบตัว เน้นการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Directed Learning) ให้มากที่สุด จากทั้งในชุมชน ครอบครัว

              รมว.ศธ. กล่าวต่อไปว่า เนื่องจากประเทศไทยยังคงเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบกับระบบการศึกษา ทำให้ไม่สามารถเปิดทำการเรียนการสอนได้ตามปกติ  ดังนั้น ศธ. จึงจำเป็นต้องปรับทิศทางระบบการศึกษาให้เหมาะสมตามสภาพพื้นที่และทันสถานการณ์ ตนมีความกังวลและมีความห่วงใยในการดำเนินการดังกล่าวเป็นอย่างมาก จึงต้องการรับฟังความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนความรู้จากผู้ที่ติดตามประเด็นการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมา ศธ. ได้มีนโยบายการจัดการเรียนการสอนแบบ 5 On (Online/On Air/On Demand/On Hand/On Site) โดยได้ดำเนินการจัดการเรียนการสอนรูปแบบดังกล่าวมาระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งได้พบปัญหาและอุปสรรคส่วนหนึ่งจากพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน สำหรับการเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ เป็นโอกาสอันดีที่ตนได้แลกเปลี่ยนปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนในช่วงที่ผ่านมา เข้าร่วมหารือกับที่ประชุม ซึ่งก็ได้รับคำแนะนำและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งจากผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่าน โดยหลังจากนี้ ศธ. จะได้นำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาใช้ประมวลผลร่วมกับการเก็บข้อมูลของกลุ่มอาสาสมัครของครูนักประเมินที่ได้มีการปฐมนิเทศและวางแผนในการจัดเก็บข้อมูลเพื่อฟังเสียงสะท้อนปัญหาและอุปสรรคไปก่อนหน้านี้แล้ว เพื่อที่จะได้ประเมินสถานการณ์ วางแผนการแก้ไขปัญหา ปรับระบบการศึกษาล่วงหน้า ตลอดจนปรับนโยบายให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ตามบริบทของพื้นที่มากที่สุด

             “ศธ. พยายามปรับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนให้ทันตามสถานการณ์อยู่เสมอ แต่ท่ามกลางความผันผวนของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้จากเดิมที่เราสามารถเปิดการเรียนการสอนแบบ On Site ได้กว่า 20,000 โรงเรียน แต่ในปัจจุบันเหลือประมาณ 2,000 โรงเรียน ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ทั้งนี้ ศธ. พบว่า โรงเรียนประจำหลายแห่งมีความพร้อมสำหรับการเรียนการสอนแบบ On Site ได้ จึงร่วมมือกับกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จัดเตรียมแนวทาง Sandbox Safety Zone in School (SSS) เพื่อช่วยวางมาตรการด้านความปลอดภัยให้แก่นักเรียน ครู และบุคลากรในโรงเรียน ซึ่งจะเริ่มนำร่องในโรงเรียนประจำประมาณ 20 โรงเรียน ต่อจากนั้น จึงจะเปิดโอกาสให้โรงเรียนประจำแห่งอื่น ๆ ที่มีความพร้อมสามารถเข้าร่วมโครงการได้ ซึ่งโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการจะต้องสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องความปลอดภัยในโรงเรียนและต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองจึงจะสามารถดำเนินการได้ โดยการเปิดเรียนดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้มาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ตลอดจนจะเร่งจัดหาวัคซีนให้ครอบคลุมแก่นักเรียน ครู และบุคลากรทุกท่านในโรงเรียนด้วย นอกจากนี้ ดิฉันยังให้ความสำคัญกับการจัดการเรื่องการลดภาระนักเรียน ครู การปรับการประเมิน และการนับชั่วโมงเรียนเฉพาะประเด็นที่มีความจำเป็นเท่านั้นอีกด้วย ซึ่งดิฉันในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุดและยินดีรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาการศึกษาของประเทศ” นางสาวตรีนุช กล่าว

2

3 4

TEP ๒๑๐๘๑๓ 12

TEP ๒๑๐๘๑๓ 17

TEP ๒๑๐๘๑๓ 11

TEP ๒๑๐๘๑๓ 3 TEP ๒๑๐๘๑๓ 14

TEP ๒๑๐๘๑๓ 15 TEP ๒๑๐๘๑๓ 16

TEP ๒๑๐๘๑๓ 13

TEP ๒๑๐๘๑๓ 2

 

 

กลุ่มประชาสัมพันธ์และการเผยแพร่

 

 

 

  • Hits: 6271

สำนักงาน ก.ค.ศ. จัดทำ (MOU) กับ สำนักงานราชบัณฑิตยสภา เพื่อสนับสนุนทางวิชาการและขับเคลื่อนการบริหารงานบุคคล

     

IMG 2305

                   สำนักงาน ก.ค.ศ. ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) กับ สำนักงานราชบัณฑิตยสภา ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา  เพื่อสนับสนุนทางวิชาการและขับเคลื่อนการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

          วันที่ 25 สิงหาคม 2564 รศ.ดร. ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. ได้ลงนามความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) กับ สำนักงานราชบัณฑิตยสภา โดยมี นางสุปราณี นฤนาทนโรดม นางสาวเจริญวรรณ หนูนาค รองเลขาธิการ ก.ค.ศ. พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญของสำนักงาน ก.ค.ศ. และผู้อำนวยการภารกิจที่เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นสักขีพยาน ผ่านระบบออนไลน์ ณ ห้องประชุมจรูญ มิลินทร์ ชั้น 7 อาคารรัชมังคลาภิเษก สำนักงาน ก.ค.ศ. กระทรวงศึกษาธิการ

          สำหรับพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ระหว่างสำนักงาน ก.ค.ศ. กับสำนักงานราชบัณฑิตยสภา ในส่วนของสำนักงานราชบัณฑิตยสภา มี ดร.ดวงตา ตันโช เลขาธิการราชบัณฑิตยสภา เป็นผู้ลงนามในบันทึกข้อตกลงทางวิชาการ (MOU)  โดยมี นางสาวอารี พลดี เลขานุการกรม รักษาราชการแทนรองเลขาธิการราชบัณฑิตยสภา และผู้เข้าร่วมประชุมสำนักงานราชบัณฑิตยสภา ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ สำนักงานราชบัณฑิตยสภา ซึ่งเป็นการลงนามในบันทึกข้อตกลงพร้อมกันผ่านระบบออนไลน์ และเป็นการดำเนินการภายใต้การป้องกันการแพร่ระบาดจากเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)

          โดย รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวว่า  สืบเนื่องจากที่สำนักงานราชบัณฑิตยสภาเป็นสถาบันหลักของเครือข่ายทางวิชาการแห่งชาติเป็นองค์การที่ดำเนินการค้นคว้า วิจัย และพัฒนาความรู้ที่สามารถใช้เป็นแหล่งอ้างอิงทางวิชาการในศาสตร์ด้านต่าง ๆ มีการติดต่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสานงานกับองค์การหรือสถาบันทางวิชาการอื่น ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีการเผยแพร่ผลงานที่ได้ดำเนินการ รวมทั้งเป็นผู้ให้คำแนะนำทางวิชาการแก่หน่วยงานราชการและประชาชน ซึ่งสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมและสนับสนุนให้การบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเป็นวิชาชีพชั้นสูงให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยอาศัยความร่วมมือในการศึกษา วิเคราะห์ และวิจัยเป็นฐาน รวมทั้งการสนับสนุนทางวิชาการอื่น ๆ จากสถาบันที่ได้รับความเชื่อถืออย่างสูงจากสังคม หน่วยงานทั้งสองจึงเห็นสมควรจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ขึ้น

         รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ กล่าวต่อว่า เมื่อสำนักงาน ก.ค.ศ. ได้รับการสนับสนุนและคำแนะนำด้านการศึกษาและวิชาการ ด้านการพัฒนางานวิจัยเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จากสถาบันหรือหน่วยงานทางวิชาการที่ได้รับความเชื่อถืออย่างสูงจากสังคม จะทำให้การพัฒนาระบบการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเป็นวิชาชีพชั้นสูงจะมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เช่น การสนับสนุนในการเป็นกรรมการประเมินวิทยฐานะ การพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนเข้าสู่ตำแหน่งในรูปแบบใหม่ รวมทั้งการสนับสนุนงานวิจัยต่าง ๆ เกี่ยวกับการพัฒนาการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่เกิดประโยชน์ต่อวงการวิชาชีพครู และการจัดการศึกษาของประเทศที่จะเกิดเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น รวมทั้งเป็นการส่งเสริมและพัฒนากลไกการทำงานด้านบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไปในอนาคตด้วย

          ด้าน ดร.ดวงตา ตันโช เลขาธิการราชบัณฑิตยสภา ได้กล่าวภายหลังการลงนามความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้ว่า สำนักงานราชบัณฑิตยสภา ได้เห็นชอบการลงนามความร่วมมือทางวิชาการ และมีความรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริม สนับสนุน การบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาซึ่งเป็นวิชาชีพชั้นสูง โดยการลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นการผนึกกำลังทางวิชาการครั้งสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษา ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายอันดี และเชื่อว่าในอนาคตการผลิตการพัฒนาครูและการกำหนดกระบวนการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ก็จะได้รับความร่วมมือจากทั้งสองหน่วยงานเป็นอย่างดี

IMG 2343 147540

IMG 2340

messageImage 1629872020110

IMG 7791

IMG 2267 IMG 2253

  IMG 2266 IMG 2259

IMG 2256 IMG 2254

IMG 2311

IMG 2322

 

กลุ่มประชาสัมพันธ์และการเผยแพร่

  • Hits: 1325

ศธ.เร่งนำเงินพระราชทาน 70 ล้าน หนุนรพ.สนาม-ศูนย์พักคอยในโรงเรียน

0

 

      “ตรีนุช” กำชับปลัด ศธ.-เลขาธิการ กพฐ.-เลขาธิการ กอศ. เร่งกระจายเงินพระราชทาน 70 ล้านบาท ไปสนับสนุนการดำเนินงาน-ปรับปรุงสถานศึกษาในสังกัดที่ใช้พื้นที่เป็นโรงพยาบาลสนาม ศูนย์พักคอย หรือสถานที่กักตัว 682 แห่ง ดูแลประชาชนติดเชื้อโควิด-19 ได้ทันการณ์

      นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า โปรดกระหม่อม พระราชทานเงิน จำนวน 99,900,000 บาท ให้แก่รัฐบาล เพื่อนำไปสนับสนุนการดำเนินงานของวัด โรงเรียน สถาบันอาชีวศึกษา มหาวิทยาลัย และหน่วยงานของเหล่าทัพทั่วประเทศ ที่จัดตั้งโรงพยาบาลสนาม ศูนย์พักคอย สถานที่กักตัว และสถานที่ฌาปนกิจศพ เพื่อรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการบำเพ็ญพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2564 และ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2564 โดยในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้รับเงินพระราชทาน จำนวน 70,000,000 บาท ซึ่งตนจะเร่งจัดสรรเงินพระราชทานไปสนับสนุนการดำเนินงานของสถานศึกษาในสังกัด ที่อนุญาตให้ใช้อาคารและพื้นที่จัดตั้งเป็นโรงพยาบาลสนาม ศูนย์พักคอย และสถานที่กักตัว ซึ่งขณะนี้มีการดำเนินงานไปแล้ว จำนวน 682 แห่ง

      “ ดิฉันได้ประชุมหารือกับ ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และ ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) ในการนำเงินพระราชทาน ซึ่งเป็นพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี ไปใช้สนับสนุนการดำเนินงานของสถานศึกษาในแต่สังกัดที่เป็นโรงพยาบาลสนาม สถานที่กักตัว สถานที่พักคอย รวมถึงหน่วยบริการด้านสาธารณสุข ให้ดีที่สุดทั้งในส่วนของที่พักและห้องน้ำ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่กำลังได้รับความเดือดร้อนได้เป็นอย่างดีและทันการณ์” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

      ทั้งนี้ จากข้อมูลล่าสุด พบว่า มีสถานศึกษาในสังกัด ศธ.อนุญาตให้ใช้อาคารและพื้นที่สถานศึกษาเป็นโรงพยาบาลสนาม จำนวน 156 แห่ง รองรับได้ 11,429 เตียง และเป็นสถานที่กักตัวหรือศูนย์พักคอย จำนวน 526 แห่ง รองรับได้ 18,725 เตียง รวมทั้งสิ้น 682 แห่ง รองรับได้ 30,154 เตียง จำแนกเป็น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อนุญาตให้ใช้สถานศึกษา เป็นโรงพยาบาลสนาม 148 แห่ง รวม 10,140 เตียง เป็นสถานที่กักตัวหรือศูนย์พักคอย 355 แห่ง รวม 15,812 เตียง, สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ) อนุญาตให้ใช้สถานศึกษา เป็นโรงพยาบาลสนาม 8 แห่ง รวม 1,289 เตียง เป็นสถานที่กักตัว หรือศูนย์พักคอย 16 แห่ง รวม 1,411 เตียง สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) อนุญาตให้ใช้สถานศึกษาเป็นสถานที่กักตัว หรือศูนย์พักคอย 155 แห่ง รวม 1,502 เตียง.

 

 

กลุ่มประชาสัมพันธ์และการเผยแพร่

  • Hits: 548

สารสนเทศสำนักงาน ก.ค.ศ.



footer logo

Office of the Teacher Civil Service and Educational Personnel Commission (OTEPC)

Ratchadamnoen Nok Road Dusit Bangkok 10300

Ribbon