

ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 8/2569 วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2569 โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุม และมี ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นเลขานุการการประชุม ซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและมีมติที่สำคัญ ดังนี้
1. เห็นชอบ (ร่าง) ประกาศ ก.ค.ศ. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการย้าย การเปลี่ยนตำแหน่ง และการโอนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และการย้ายข้าราชการพลเรือนสามัญ ไปบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) พ.ศ. 2569
สืบเนื่องจากที่ ก.ค.ศ. ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการย้าย การเปลี่ยนตำแหน่ง และการโอนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และการย้ายข้าราชการพลเรือนสามัญ ไปบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ตาม ว 12/2566 ซึ่งจากการดำเนินการตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวมาระยะหนึ่งพบว่ายังมีข้อจำกัดบางประการ โดยเฉพาะการกำหนดให้ต้องดำเนินการย้าย เปลี่ยนตำแหน่ง และโอน ตามลำดับ ส่งผลให้บางกรณีใช้เวลานานและจำกัดทางเลือกในการบริหารตำแหน่งว่าง รวมถึงยังไม่มีการกำหนดปฏิทินการดำเนินงานที่เป็นระบบ และข้อจำกัดในการย้ายต่อเนื่อง
สำหรับสาระสำคัญของหลักเกณฑ์ฯ ใหม่ คือ การเพิ่มความยืดหยุ่นในการสรรหาบุคลากร โดยสำหรับตำแหน่งระดับปฏิบัติงานถึงชำนาญการ เปิดให้ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง สามารถเลือกวิธีการย้าย เปลี่ยนตำแหน่ง หรือรับโอนได้ตามความเหมาะสม รวมถึงพิจารณาหลายวิธีพร้อมกันได้ โดยต้องระบุเหตุผลความจำเป็นและประโยชน์ที่ทางราชการจะได้รับ ขณะที่ตำแหน่งระดับชำนาญการพิเศษยังคงให้ความสำคัญกับบุคลากรภายใน โดยพิจารณาการย้าย เปลี่ยนตำแหน่ง และรับโอนตามลำดับ นอกจากนี้ ยังเปิดให้มีการย้ายต่อเนื่องและให้ส่วนราชการกำหนดปฏิทินการดำเนินการได้ตามบริบทและภารกิจ เพื่อให้การบริหารตำแหน่งว่างและการเคลื่อนย้ายบุคลากรมีความต่อเนื่องและเป็นระบบมากขึ้น พร้อมกำหนดคุณสมบัติด้านระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง โดยผู้ขอย้ายหรือเปลี่ยนตำแหน่งต้องดำรงตำแหน่งปัจจุบันมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี ส่วนผู้ขอโอนต้องดำรงตำแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี เว้นแต่มีเหตุผลความจำเป็นเป็นพิเศษ เพื่อสร้างเสถียรภาพของอัตรากำลังและลดการเคลื่อนย้ายในระยะเวลาอันสั้นขณะเดียวกันยังคงหลักการประเมินความเหมาะสม คุณสมบัติและมาตรฐานตำแหน่ง ตลอดจนการกลั่นกรองโดยคณะกรรมการและ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ ทั้งยังเปิดโอกาสให้ส่วนราชการสามารถใช้ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ของบุคลากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และ (ร่าง) ประกาศ ก.ค.ศ. หลักเกณฑ์ฯ ดังกล่าว ยังปรับปรุงให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพการบริหารงานบุคคลในปัจจุบัน และไม่ขัดต่อการบริหารงานบุคคลภาครัฐ อีกทั้งช่วยลดขั้นตอนและข้อจำกัดในการปฏิบัติ เพิ่มความคล่องตัวในการบริหารอัตรากำลังและสร้างมาตรฐานในการพิจารณาที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ ให้ยกเลิกหลักเกณฑ์และวิธีการย้าย การเปลี่ยนตำแหน่ง และการโอนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และการย้ายข้าราชการพลเรือนสามัญ ไปบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ตาม ว 12/2566
2. เห็นชอบ การกำหนดสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษ เพื่อใช้เป็นเงื่อนไขในการลดระยะเวลาการขอมีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะ สำหรับสานงานการสอนและสายงานบริหารสถานศึกษา
โดยการพิจารณาในครั้งนี้เป็นการทบทวนประกาศรายชื่อสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษเดิม จำนวน 3,490 แห่ง ตามประกาศรายชื่อสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษเพื่อใช้เป็นเงื่อนไขในการลดระยะเวลาการขอมีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะ สำหรับสายงานการสอนและสายงานบริหารสถานศึกษา (ว 23/2565) ประกอบกับส่วนราชการได้เสนอรายชื่อสถานศึกษาเพิ่มเติมอีก 453 แห่ง รวม 3,943 แห่ง ซึ่งสำนักงาน ก.ค.ศ. ได้ตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งลงพื้นที่เพื่อศึกษาสภาพจริงและเก็บข้อมูลเชิงลึก ก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะทำงานกลั่นกรองเพื่อพิจารณาเป็นรายสถานศึกษาอย่างรอบคอบตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ด้วยแล้ว เพื่อให้การกำหนดสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนด และสอดคล้องกับสภาพจริงในปัจจุบัน และสนับสนุนความก้าวหน้าในวิชาชีพของครูและผู้บริหารสถานศึกษาที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ที่มีความยากลำบากอย่างเหมาะสม เป็นธรรม และเกิดประโยชน์สูงสุดกับทางราชการ
ซึ่งจากการพิจารณาแล้ว ปรากฎสถานศึกษาที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษฯ (ว 26/2565) รวมทั้งสิ้น 3,657 แห่ง แยกเป็น สังกัด สพฐ. 2,739 แห่ง สังกัด สอศ. 17 แห่ง และสังกัด สกร. 901 แห่ง ก.ค.ศ. จึงได้มีมติเห็นชอบการกำหนดสถานสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษ ฉบับใหม่ โดยจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป และสำนักงาน ก.ค.ศ. จะนำรายชื่อสถานศึกษาดังกล่าวเข้าสู่ระบบ DPA เพื่อให้ผู้มีคุณสมบัติสามารถใช้สิทธิตามหลักเกณฑ์ได้ต่อไป
ขณะเดียวกัน ก.ค.ศ. ให้ความสำคัญกับการรักษาสิทธิของผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่พิเศษเดิม จึงให้กำหนดบทเฉพาะกาลรองรับ โดยผู้ที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษาตามประกาศเดิมต่อเนื่องครบ 3 ปีและมีคุณสมบัติครบถ้วนภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 สามารถใช้สิทธิลดระยะเวลาได้อีก 1 ครั้ง และยื่นคำขอผ่านระบบ DPA ได้ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2570 รวมทั้งรองรับกรณีมีการย้ายหรือเปลี่ยนสถานศึกษา เพื่อให้สามารถนับระยะเวลาการปฏิบัติงานต่อเนื่องตามเงื่อนไขที่กำหนด ทั้งนี้ ให้ยกเลิกประกาศรายชื่อสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษเดิม ตาม ว 23/2565 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ด้วยเช่นกัน
3. เห็นชอบ (ร่าง) ข้อกำหนดสำหรับกรรมการประเมินวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
สืบเนื่องจากการปรับระบบการประเมินวิทยฐานะเข้าสู่ระบบดิจิทัล Digital Performance Appraisal (DPA) ซึ่งช่วยลดภาระด้านเอกสารและทำให้กระบวนการประเมินมีความรวดเร็วมากขึ้น โดยปัจจุบันมีการแต่งตั้งกรรมการประเมินจากบัญชีผู้ทรงคุณวุฒิที่ ก.ค.ศ. กำหนด และให้กรรมการแต่ละคนประเมินอย่างเป็นอิสระ พร้อมรักษาความลับของการเป็นกรรมการและผลการประเมิน เพื่อให้กระบวนการมีความเป็นกลาง
อย่างไรก็ตาม จากการติดตามการดำเนินงานและข้อร้องเรียน พบพฤติกรรมของกรรมการบางรายที่อาจไม่สอดคล้องกับจริยธรรมของการทำหน้าที่ เช่น การเปิดเผยตัวตน การรวมกลุ่มผ่านช่องทางออนไลน์ การจัดอบรมทำผลงานทางวิชาการ รวมถึงการขาดการตรวจสอบและวินิจฉัยการคัดลอกหรือลอกเลียนผลงานทางวิชาการในการประเมิน ก.ค.ศ. จึงเห็นความจำเป็นในการกำหนดมาตรฐานจริยธรรมสำหรับกรรมการประเมินให้มีความชัดเจนและมีสภาพบังคับมากยิ่งขึ้น
สาระสำคัญของข้อกำหนด คือ การกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ ให้คำนึงถึงความเป็นกลาง ปราศจากอคติและผลประโยชน์ทับซ้อน การรักษาความลับ การคุ้มครองข้อมูลของผู้ขอรับการประเมิน และการพิจารณาผลงานด้วยความเที่ยงธรรม รวมถึงให้ความสำคัญกับการตรวจสอบการคัดลอกหรือลอกเลียนผลงานทางวิชาการ โดยการยกระดับมาตรฐานดังกล่าวจะช่วยสร้างระบบการประเมินวิทยฐานะที่เป็นธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้ ป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนและการรั่วไหลของข้อมูล คุ้มครองผู้ขอรับการประเมิน ลดข้อร้องเรียนและข้อพิพาท ตลอดจนเสริมสร้างความเชื่อมั่นของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต่อกระบวนการประเมินวิทยฐานะในระยะยาว
นอกจากนี้ ก.ค.ศ. ยังได้เห็นชอบให้นำข้อกำหนดดังกล่าวไปกำหนดไว้ในประมวลจริยธรรมข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยให้การฝ่าฝืนเป็นความผิดทางจริยธรรมและวินัยอย่างร้ายแรง ซึ่งรวมถึงกรณีกรรมการประเมินไม่ได้เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หากกระทำผิดให้ถือว่ามีความผิดทางอาญา ทั้งนี้ เพื่อยกระดับมาตรฐานการประเมินวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศต่อไป
4. อนุมัติ การจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวนทั้งสิ้น 7,276 อัตรา ดังนี้
- สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 77 อัตรา
- สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จำนวน 3 อัตรา
- สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 6,792 อัตรา
- สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จำนวน 292 อัตรา
- สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ จำนวน 112 อัตรา
ทั้งนี้ ให้ส่วนราชการดำเนินการเกลี่ยอัตรากำลังที่ได้รับอนุมัติ ไปกำหนดตำแหน่งในหน่วยงานการศึกษาตามหลักเกณฑ์ ดังนี้
1. ให้กำหนดจำนวนและประเภทตำแหน่งตามเงื่อนไขที่ คปร. กำหนด โดยเคร่งครัด
2. ตำแหน่งที่กำหนดจะต้องมีจำนวนและประเภทตำแหน่งตามที่ ก.ค.ศ. อนุมัติ
3. ให้กำหนดตำแหน่งในหน่วยงานการศึกษาที่มีอัตรากำลังไม่เกินกรอบอัตรากำลังของประเภทตำแหน่งนั้น ๆ หรือเกณฑ์อัตรากำลังที่ ก.ค.ศ. กำหนด
4. การใช้อัตราที่ได้รับการจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการฯ เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ให้ใช้ได้ไม่ก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 (ยกเว้นตำแหน่งที่จัดสรรคืนทั้งหมด ตามมาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ (พ.ศ. 2566 - 2570) ข้อ 2.2 อนุ 1 ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญต่อการบริหารงานของสถานศึกษาในการขับเคลื่อนภารกิจการปฏิรูปการศึกษาและนโยบายสำคัญของรัฐบาลด้านการศึกษา ส่วนราชการสามารถบริหารตำแหน่งได้อย่างต่อเนื่องทันที
นอกจากนี้ ได้มอบสำนักงาน ก.ค.ศ. และส่วนราชการ หารือร่วมกันเพื่อวางแผนในการดำเนินการจัดทำแนวทางบริหารกำลังคนภาครัฐของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีในคราวประชุมเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569
5. เห็นชอบ การแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตาม ว 5/2569 ประเด็นการกำหนดจำนวนผู้มีสิทธิเข้ารับการประเมิน ภาค ข และ ภาค ค ในข้อ 9.2 โดยกำหนดจำนวนผู้มีสิทธิเข้ารับการประเมิน ภาค ข และ ภาค ค จำนวนไม่เกิน 6 เท่า ของจำนวนตำแหน่งว่างที่ประกาศรับสมัคร
6. อนุมัติ บรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้ได้รับการคัดเลือกและขึ้นบัญชีรอการบรรจุให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 1 ราย






















กลุ่มประชาสัมพันธ์และการเผยแพร่
สารสนเทศสำนักงาน ก.ค.ศ.

สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
กระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนินนอก ดุสิต กทม. 10300
Copyright © 2019 www.otepc.go.th

EN
TH