logo
Thai ไทย (ภาษาไทย)TH
ขนาดตัวอักษร :

Line vector logo icon set. Vector illustration facebook youtube otepc official feed

การประชุมสัมมนาผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อพิจารณามาตรการการดำเนินการกรณีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาฝ่าฝืนจริยธรรมหรือไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและข้อกำหนดจริยธรรมของส่วนราชการแนวทางการจัดทำและการกำหนดมาตรการที่ใช้บังคับของส

01

            วันที่ 2 - 3 พฤษภาคม 2566 นางจีรนันท์ เพ่งพินิจ รองเลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อพิจารณามาตรการการดำเนินการกรณีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาฝ่าฝืนจริยธรรมหรือไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและข้อกำหนดจริยธรรมของส่วนราชการ แนวทางการจัดทำและการกำหนดมาตรการที่ใช้บังคับของส่วนราชการ ณ ห้องประชุมจรูญ มิลินทร์ สำนักงาน ก.ค.ศ.และรูปแบบออนไลน์ ผ่านระบบ Zoom Meeting

           สืบเนื่องจากคณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรม (ก.ม.จ.) อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 13 มาตรา 14 และมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 กำหนดแนวทางการจัดทำและการกำหนดเพื่อให้องค์กรกลางบริหารงานบุคคลที่มีหน้าที่จัดทำประมวลจริยธรรม และหน่วยงานของรัฐมีแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกัน กำหนดมาตรการที่ใช้บังคับแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานของรัฐซึ่งมีพฤติกรรมที่เป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมหรือไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมโดย กำหนดให้ ก.ค.ศ. ต้องจัดทำกระบวนการรักษาจริยธรรมข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้เกิดกระบวนการรักษาจริยธรรมของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 เพื่อให้ส่วนราชการต่าง ๆ ในกระทรวงศึกษาธิการสามารถนำมาตรการการดำเนินการกรณีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาฝ่าฝืนจริยธรรมหรือไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และข้อกำหนดจริยธรรมของส่วนราชการมาตรการเพื่อใช้บังคับแก่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งมีพฤติกรรมฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมหรือไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรม และข้อกำหนดจริยธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้จัดการประชุมในครั้งนี้ขึ้น โดยได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนส่วนราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่ปรึกษาสำนักงาน ก.ค.ศ. ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ สำนักงาน ก.ค.ศ. ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

02

03

04

05

06

07

08

09

10

11

12

13

14

15

100

IMG 4919

IMG 4923

  IMG 4984  IMG 4998  IMG 4956

IMG 4987

 

 

 

กลุ่มประชาสัมพันธ์และการเผยแพร่

 

  • ฮิต: 211

ศธ. รับมอบพัดลมไอเย็น M Kool 1,000 เครื่อง มูลค่ากว่า 5 ล้านบาท ส่งต่อสถานศึกษาทุกสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

       01

            วันศุกร์ที่ 28 เมษายน 2566 นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และนายเอนก จงเสถียร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็มเอ็มพี คอร์ปอเรชั่น จำกัด ร่วมแถลงข่าว กระทรวงศึกษาธิการรับการสนับสนุนพัดลมไอเย็น M Kool 1,000 เครื่อง มูลค่ากว่า 5 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ด้านการศึกษา ตลอดจนบรรเทาความร้อน ช่วยกรองฝุ่นละออง PM 2.5 แก่นักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา

           นายอรรถพล สังขวาสี กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นโอกาสนดีและมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ภาคเอกชนได้ให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชนผู้เป็นอนาคตของประเทศ และเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตทางการศึกษาของนักเรียนนักศึกษา ผ่านผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงของบริษัท ซึ่งเน้นการส่งเสริมสุขอนามัยที่ดีของคนไทย ผ่านโครงการ "เอ็มเอ็มพี พร้อม" มุ่งหน้าส่งตรง ส่งมอบพัดลมไอเย็น M Kool แด่กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อส่งต่อโรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการทั่วประเทศ จำนวน 1,000 เครื่อง

          “กระทรวงศึกษาธิการ ถือเป็นหน่วยงานหลักในการจัดการศึกษา ดูแลโรงเรียนและสถานศึกษาในสังกัดกว่า 34,000 แห่งทั่วประเทศ และมีโรงเรียนในหลายพื้นที่ที่ยังต้องการการสนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อความพร้อมในการพัฒนาการเรียนการสอนให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น โดย ศธ.จะจัดสรรพัดลมไอเย็นที่ได้รับการสนับสนุน ส่งต่อไปยังโรงเรียนที่ขาดแคลนทั่วประเทศ โดยส่งต่อให้กับโรงเรียนและสถานศึกษาในสังกัดต่าง ๆ ตามความจำเป็น โดยกระทรวงศึกษาธิการจะพิจารณาตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ ให้ครอบคลุมโรงเรียนทั้งในเขตกรุงเทพมหานคร ปริมณฑลโรงเรียนในต่างจังหวัด และพื้นที่ห่างไกล"

            นายเอนก จงเสถียร กล่าวว่า บริษัท เอ็มเอ็มพี คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้มีการจัดโครงการ "เอ็มเอ็มพี พร้อม" ซึ่งเป็นโครงการเพื่อช่วยเหลือพัฒนาสังคม เพื่อให้บริษัทเติบโตควบคู่ไปกับสังคมอย่างแท้จริง และยังได้จัดกิจกรรมต่าง ๆ มากมายทั้งการปลูกปาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติ มอบทุนการศึกษาให้กับเยาวชนที่ขาดแคลน รวมทั้งพัฒนาทักษะอาชีพในหลายด้าน ตลอดจนช่วยเหลือสนับสนุนอุปกรณ์ป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด 19 ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าไม่ว่าจะเป็นวิกฤตไหน บริษัทฯ ก็พร้อมที่จะลงมือทำ เพื่อมีส่วนช่วยเหลือให้สถานการณ์ต่าง ๆ ของประเทศนั้นดีขึ้น

            ปัจจุบันประเทศไทยของเรากำลังเผชิญวิกฤตเรื่องฝุ่นควัน ควบคู่กับอากาศที่ร้อนจัดในหลายพื้นที่ ทางบริษัทฯ จึงเล็งเห็นว่าบุคคลกลุ่มหนึ่งนั่นคือครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่มีส่วนสำคัญในการช่วยพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต ควรได้รับการดูแลเรื่องสุขอนามัยเป็นอย่างยิ่ง

           "คณะผู้บริหารจากบริษัทเอ็มเอ็มพี คอร์ปอเรชั่น จำกัด จึงเห็นพ้องต้องกันและมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่จะส่งมอบพัดลมไอเย็น M Kool ผ่านโครงการ "เอ็มเอ็มพีพร้อม" มุ่งหน้าส่งตรง สนับสนุนแด่กระทวงศึกษาธิการ ส่งต่อโรงเรียนและสถานศึกษาทั่วประเทศ จำนวน 1,000 เครื่อง เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ทางด้านการศึกษา สนับสนุนกิจกรรมกลางแจ้ง และพัฒนาศักยภาพ ทักษะ ของนักเรียนให้มีพัฒนาการ รวมถึงบรรเทาความร้อน และช่วยกรองฝุ่นละออง PM 2.5"

            นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้ส่งต่อพัดลมฯให้แก่ผู้แทนโรงเรียนและสถานศึกษา จำนวน 15 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนวัดชัยชนะสงคราม (วัดตึก), โรงเรียนวัดชนะสงคราม, โรงเรียนวัดสังข์กระจาย, โรงเรียนวัดช่างเหล็ก, โรงเรียนวัดด่าน สังกัด สพฐ. วิทยาลัยเทคนิคโพธาราม, วิทยาลัยการอาชีพเสนา, วิทยาลัยสารพัดช่างเพชรบุรี, วิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษกปัตตานี, วิทยาลัยการอาชีพนวมินทราชินีแม่ฮ่องสอน, วิทยาลัยการอาชีพตะกั่วป่า สังกัด สอศ. และโรงเรียนปัญญาวุฒิกร, โรงเรียนประชาบดี, โรงเรียนการศึกษาคนตาบอด นครราชสีมา, โรงเรียนการศึกษาคนตาบอดแม่สาย สังกัด สช. โดยในการนี้ นางจีรนันท์ เพ่งพินิจ ได้เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย

 

02

03

04

05

06

07

08

09

10

11

12

 

 

กลุ่มประชาสัมพันธ์และการเผยแพร่

 

  • ฮิต: 151

การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา

 IMG 4641

            วันที่ 26 เมษายน 2566 ดร.พิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการ ก.ค.ศ. ได้เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อแสดงความความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะในเรื่องดังกล่าว ณ โรงแรมเบลล่า บี จังหวัดนนทบุรี

              สืบเนื่องจาก ก.ค.ศ. ได้เห็นชอบกรอบการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ประกอบด้วย 4 กระบวนการ ได้แก่ กระบวนการที่ 1 การพัฒนาตนเอง (Self Development) กระบวนการที่ 2 การคัดกรอง (Screening) กระบวนการที่ 3 การคัดเลือก (Selection) และกระบวนการที่ 4 การประเมินสัมฤทธิผล (Probation) และได้เห็นชอบหลักการเกี่ยวกับการจัดทำโครงการพัฒนาสมรรถนะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนคัดเลือกเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อออกแบบระบบการพัฒนาสมรรถนะ จัดทำระบบการคัดกรอง และพัฒนาหลักสูตรผู้บริหารสถานศึกษาที่ถึงพร้อมด้วยการพัฒนาศักยภาพการบริหารและภาวะผู้นำ ก่อนการคัดเลือกเข้าสู้ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา เนื่องจากเห็นว่าตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญและมีผลต่อความสำเร็จของการจัดการศึกษา

              ดังนั้น สำนักงาน ก.ค.ศ จึงได้จัดการประชุมในครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 2 เพื่อให้ได้ข้อมูล ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะอันเป็นประโยชน์ในการพัฒนาหัวข้อการเรียนรู้และผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง และจัดทำโครงร่างหลักสูตรเพื่อพัฒนาสมรรถนะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนคัดเลือกเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา โดยได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนส่วนราชการ และผู้บริหารสถานศึกษาในทุกสังกัด รวม 30 ท่าน เข้าร่วมการประชุม

IMG 4644

IMG 4462

IMG 4439

IMG 4481

IMG 4582

IMG 4590

IMG 4645

IMG 4654

IMG 4657

IMG 4447

IMG 4550

IMG 4474

IMG 4470

IMG 4466

IMG 4484

IMG 4602

IMG 4606

IMG 4607

IMG 4696

IMG 4491

IMG 4492

IMG 4508

IMG 4520

IMG 4559

IMG 4610

IMG 4611

IMG 4672

IMG 4684

IMG 4690

IMG 4617  IMG 4624

IMG 4547  IMG 4691

IMG 4486  IMG 4488

IMG 4568

IMG 4634

IMG 4706

  

 

 

 

 

 

กลุ่มประชาสัมพันธ์และการเผยแพร่ 

  • ฮิต: 1444

การประชุมสัมมนาเพื่อพัฒนาหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

1

       วันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2566 รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นประธานในการประชุมสัมมนาเพื่อพัฒนาหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ณ ห้องประชุมจรูญ มิลินทร์ (ห้องประชุม 1 ชั้น 7) สำนักงาน ก.ค.ศ. กระทรวงศึกษาธิการ

       สืบเนื่องจากที่สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2566 เพื่อเป็นการรับฟังความคิดเห็น แลกเปลี่ยนแนวคิด และวิธีการดำเนินการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหาร ผู้แทนข้าราชการครู ผู้แทนจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯ และส่วนราชการ เข้ามาร่วมคิดและวิเคราะห์แนวทางในการพัฒนาหลักเกณฑ์และวิธีการย้าย ตำแหน่งครู สังกัด สพฐ. ไปแล้วนั้น สำนักงาน ก.ค.ศ. จึงได้นำข้อเสนอแนะและประเด็นต่าง ๆ ที่ได้จากการประชุม ไปกำหนดเป็นร่างองค์ประกอบและตัวชี้วัดในหลักเกณฑ์การย้ายดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงได้จัดการประชุมในครั้งนี้ขึ้น โดยได้เชิญที่ปรึกษาสำนักงาน ก.ค.ศ. ผู้บริหารสำนักงาน ก.ค.ศ. และผู้แทนจากส่วนราชการเข้าร่วมอภิปรายและพิจารณาร่างองค์ประกอบและตัวชี้วัดต่าง ๆ เพื่อให้มีความครอบคลุม รอบคอบ ลดปัญหาต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นในทางปฏิบัติ เพื่อประโยชน์สูงสุดของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายฯ ที่พัฒนาในครั้งนี้ จะนำไปพัฒนาให้เป็นระบบพิจารณาการย้ายรูปแบบออนไลน์ที่มีความโปร่งใส สะดวก รวดเร็ว ตรวจสอบได้ มีความเชื่อมโยงกับแผนอัตรากำลังของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และเกณฑ์อัตรากำลังข้าราชการครูฯ ที่ ก.ค.ศ. กำหนด ถือเป็นการพลิกโฉมระบบการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และเป็นการแก้ไขปัญหากระบวนการยื่นคำร้องขอย้ายและการพิจารณาย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่คงใช้รูปแบบการพิจารณาเอกสารหลักฐานจำนวนมากและการยื่นคำร้องขอย้ายข้าราชการครูต้องเดินทางไปยื่นคำร้องขอย้ายด้วยตนเอง ทำให้ไม่สอดคล้องกับนโยบายและจุดเน้น ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ต้องการการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบราชการ 4.0 ด้วยนวัตกรรมและการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเป็นกลไกหลักในการดำเนินงาน (Digitalize Process) รวมทั้ง ต้องการส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินงานของส่วนราชการให้เป็นไปตามกลไกการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส่ในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ประกอบกับยุทธศาสตร์ที่ 4 ของสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ส่งเสริมให้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษานั่นเอง

2

3

4

5

4 1

6

7

7 2

7 1

8

8 1

9

10

12

13

19

15

16

17

18

20

21

22

23

24

25

 

กลุ่มประชาสัมพันธ์และการเผยแพร่

 

  • ฮิต: 2258

ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 5/2566

01

       ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)  ครั้งที่ 5/2566 วันอังคารที่ 25 เมษายน 2566 โดยมีนายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุม และมี รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นเลขานุการการประชุม ซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและมีมติที่สำคัญ ดังนี้

         1. เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้เลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ

          สืบเนื่องจากพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 มาตรา 80 ได้กำหนดให้มีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งบางตำแหน่งและบางวิทยฐานะต่อมาได้กำหนดมาตรฐานตำแหน่งและวิทยฐานะฯ ตาม ว 3/2564 โดยกำหนดคุณสมบัติเฉพาะสำหรับวิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษเพียงวิทยฐานะเดียวที่ต้องผ่านการประเมินและต้องผ่านการพัฒนาก่อนแต่งตั้งตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนด จึงได้มีการกำหนด (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้เลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ ซึ่งสาระสำคัญของ (ร่าง) หลักเกณฑ์ฯ มีดังนี้

คุณสมบัติของผู้เข้ารับการพัฒนา

          1) ดำรงวิทยฐานะเชี่ยวชาญมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี กรณีดำรงตำแหน่งครู ผอ.สถานศึกษา และศึกษานิเทศก์หรือ

          2) ดำรงวิทยฐานะเชี่ยวชาญมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี กรณีดำรงตำแหน่ง ผอ.สพท. ผอ.สำนักงาน กศน.จังหวัด/กทม. และ ผอ.สช.จังหวัด

รูปแบบการพัฒนา

          1) จัดทำข้อเสนอในการพัฒนาที่สะท้อนให้เห็นถึงการสร้างการเปลี่ยนแปลง (Create an impact) ในตำแหน่งที่ดำรงอยู่ ตามแบบที่ ก.ค.ศ. กำหนด

          2) พัฒนาโดยใช้วิธี Project-based Development โดยมี Coach ที่มีประสบการณ์หรือความเชี่ยวชาญมีความเหมาะสมและเป็นที่ยอมรับ ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา แนะนำ และขับเคลื่อนการพัฒนาจนบรรลุวัตถุประสงค์ของการพัฒนา ซึ่งผู้เข้ารับการพัฒนาสามารถเสนอชื่อ Coach ตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ได้ หาก Coach ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ สามารถขอเปลี่ยน Coach ได้

          3) ระยะเวลาในการพัฒนา ไม่น้อยกว่า 4 เดือน แต่ไม่เกิน 6 เดือน หากยังไม่บรรลุวัตถุประสงค์ของการพัฒนา สามารถขยายเวลาการพัฒนาได้

          4) ให้มีคณะกรรมการประเมินผลการพัฒนา ประเมินจาก 2 รายการ ได้แก่ (1) คุณภาพของงาน และ (2) ประโยชน์ของงาน ซึ่งผู้เข้ารับการพัฒนาต้องมีผลการประเมินผ่านเกณฑ์เป็นเอกฉันท์จากคณะกรรมการ กรณีที่ไม่ผ่านเกณฑ์ สามารถปรับข้อเสนอและขยายเวลาการพัฒนาได้ โดยการประเมินไม่กำหนดค่าคะแนน เนื่องจากเป็นการประเมินเพื่อการพัฒนา

ผลการพัฒนา

             นำไปใช้ในการแต่งตั้งได้ภายใน 3 ปี นับแต่วันที่ผ่านการพัฒนา

กรณีเปลี่ยนตำแหน่ง

              กรณีเปลี่ยนตำแหน่งและผ่านการพัฒนาในตำแหน่งเดิมตามหลักเกณฑ์และวิธีการนี้แล้ว สามารถนำผลการพัฒนาที่ยังไม่หมดอายุไปใช้ในการแต่งตั้งได้ ทั้งนี้ ต้องไม่ก่อนวันที่ได้รับการอนุมัติให้เลื่อนวิทยฐานะ และไม่ก่อนวันที่ผ่านการพัฒนา

         2. อนุมัติ การปรับเกณฑ์การตัดสินตามหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะ ตาม ว 9 - ว 11/2564

          ตามที่ ก.ค.ศ. ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู ผู้บริหารสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ ตาม ว 9 - ว 11 ลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2564 โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 และเปิดระบบการประเมินวิทยฐานะดิจิทัล (Digital Performance Appraisal :  DPA) ให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ยื่นคำขอผ่านระบบ DPA ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 เป็นต้นไป นั้น สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้พิจารณาแล้วมีความเห็น ดังนี้

         เมื่อพิจารณาเทียบเคียงกับหลักเกณฑ์การประเมินเพื่อเลื่อนตำแหน่งของข้าราชการประเภทอื่น ได้แก่ ข้าราชการพลเรือน ประเภทวิซาการ และคณาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งกำหนดขึ้นภายหลังจากที่หลักเกณฑ์และวิธีการฯ ว 9 - ว 11/2564 ใช้บังคับ พบว่า เกณฑ์การตัดสินตามหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ว 9 - ว 11/2564 ที่กำหนดให้ต้องได้คะแนนจากกรรมการแต่ละคนผ่านเกณฑ์ มีความเหลื่อมล้ำกับเกณฑ์การตัดสินของข้าราชการพลเรือน/คณาจารย์ที่กำหนดเกณฑ์ผ่านโดยใช้เสียงข้างมาก ประกอบกับหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ว 9 - ว 11/2564 เป็นการให้กรรมการประเมินได้มีการใช้ดุลยพินิจทางวิชาการในการให้คะแนนตามตัวชี้วัดและเกณฑ์การให้คะแนน ตลอดจนให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับผลการประเมินตามที่ ก.ค.ศ. กำหนดได้โดยอิสระผ่านระบบการประเมินวิทยฐานะดิจิทัล (DPA) โดยไม่มีการประชุมคณะกรรมการ และกรรมการแต่ละคนจะไม่ทราบผลการประเมินของกรรมการคนอื่นจึงมีความเป็นไปได้ที่ผลคะแนนของกรรมการแต่ละคนจะมีความแตกต่างกันมาก อันเนื่องมาจากการที่คณะกรรมการไม่ได้แลกเปลี่ยนมุมมองและความคิดเห็นเชิงวิชาการที่มีต่อผลงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ขอรับการประเมินร่วมกัน

        ดังนั้น เพื่อความเป็นธรรมกับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และเพื่อให้การประเมินมีมาตรฐานที่ใกล้เคียงกัน ก.ค.ศ. จึงได้พิจารณาอนุมัติ ดังนี้

        1. ปรับปรุงเกณฑ์การตัดสินสำหรับการประเมินเฉพาะด้านที่ 1 และด้านที่ 2 ของตำแหน่งครู ผู้บริหารสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ ทุกวิทยฐานะ โดยกำหนดให้ผู้ที่ผ่านเกณฑ์การประเมินต้องได้คะแนนผ่านเกณฑ์จากกรรมการไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 คน

        2. เนื่องจากปัจจุบันได้มี อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา และ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง พิจารณาผลการประเมินตามเกณฑ์การตัดสินเดิมและมีมติไม่อนุมัติ หรืออยู่ระหว่างสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและส่วนราชการนำเสนอผลการประเมินต่อ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา และ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง ดังนั้น จึงเห็นควรกำหนดแนวปฏิบัติในการนำผลการประเมินที่ไม่ผ่านตามเกณฑ์การตัดสินเดิมมาพิจารณาใหม่ ดังนี้

              2.1 กรณีที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหรือส่วนราชการได้แจ้งมติไม่อนุมัติไปแล้ว ให้ทบทวนผลการประเมินดังกล่าวแล้วแจ้งสำนักงาน ก.ค.ศ. เฉพาะกรณีมีผลการประเมินผ่านตามเกณฑ์การตัดสินใหม่เพื่อปรับปรุงผลการประเมินในระบบ DPA และเสนอ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง แล้วแต่กรณีพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง

              2.2 กรณีที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหรือส่วนราชการยังมิได้นำเสนอผลการประเมินที่ไม่ผ่านตามเกณฑ์การตัดสินเดิมต่อ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง ให้ทบทวนผลการประเมินตามเกณฑ์การตัดสินใหม่แล้วให้เสนอ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง แล้วแต่กรณีเพื่อพิจารณาต่อไป

        3. เห็นชอบการปรับปรุงรายละเอียดหลักเกณฑ์และวิธีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ตามหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ว 14/2563)

          สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ขอปรับปรุงรายละเอียดหลักเกณฑ์และวิธีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย (ว 14/2563) เนื่องจากได้มีการวิเคราะห์ข้อมูลการสอบแข่งขันฯ เมื่อปี พ.ศ. 2563 ทั้งภาค ก ภาค ข และภาค ค แล้ว พบปัญหาในการดำเนินการหลายประเด็น รวมถึงเพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 3 เมษายน พุทธศักราช 2560 พ.ศ. 2565 ที่ได้กำหนดให้มีคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาประจำเขตพื้นที่การศึกษา ทำหน้าที่ด้านการบริหารงานบุคคลให้เป็นไปตามที่กฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากำหนดไว้ จึงได้ขอให้ ก.ค.ศ. พิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ดังกล่าวซึ่ง ก.ค.ศ. ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อให้การดำเนินการสอบแข่งขันฯ ตำแหน่งครูผู้ช่วย สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดความคุ้มค่ากับงบประมาณแต่ยังคงหลักการในการสอบแข่งขันเพื่อให้ได้ครูที่เป็นคนเก่ง คนดีมีศักยภาพและทักษะในการถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ส่วนราชการและหน่วยงานการศึกษา สามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างคล่องตัว สอดคล้องกับสภาพบริบทและกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงไป จึงให้ปรับรายละเอียดที่สำคัญ ดังนี้

             1. ให้ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ อ.ก.ค.ศ. สศศ. เป็นผู้บริหารจัดการเกี่ยวกับการออกข้อสอบ ภาค ก และ ภาค ข โดย อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาอาจรวมกลุ่มกันตามที่ สพฐ.กำหนด สำหรับการบริหารจัดการเกี่ยวกับการออกข้อสอบ โดยให้สถาบันอุดมศึกษาหรือหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาชีพทางการศึกษาและมีประสบการณ์ในการออกข้อสอบตามที่เห็นสมควรเป็นผู้ดำเนินการออกข้อสอบตามหลักสูตรที่กำหนดท้ายหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ว 14/2563 รวมทั้งจัดส่งข้อสอบ ตรวจกระดาษคำตอบ และประมวลผลการสอบ

              2. ภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่ง วิชาชีพ และการปฏิบัติงานในสถานศึกษา การประเมินด้านความสามารถการสอน ให้ประเมินจากการนำเสนอของผู้สมัครสอบแข่งขันที่แสดงถึงทักษะและศักยภาพด้านการจัดการเรียนการสอนในประเภทวิชา หรือกลุ่มวิชา หรือทางหรือสาขาวิชาเอกที่สมัคร ในรูปแบบและวิธีการต่าง ๆ ตามที่ผู้ดำเนินการสอบแข่งขันกำหนด โดยกำหนดระยะเวลาประเมินไม่เกิน ๒๐ นาที ต่อผู้สมัครหนึ่งราย

               3. ยกเลิกเกณฑ์การประเมินและวิธีการให้คะแนน ภาค ค แบบรูบริค (Scoring Rubric)

               4. ให้ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง แล้วแต่กรณี เป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการประเมิน ภาค ค จำนวน 3 – 5 คน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสถานศึกษา 1 คน ครู 1 คน และผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 1 คน

               5. มอบสำนักงาน ก.ค.ศ. ปรับแก้ไขรายละเอียดส่วนอื่นของหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ให้สอดคล้องกัน

        4. การสมัครเข้ารับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประธานอนุกรรมการหรืออนุกรรมการใน อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา

         เนื่องจากในขณะนี้เป็นช่วงการรับสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงอาจมีประธานอนุกรรมการหรืออนุกรรมการใน อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาบางคนสมัครเข้ารับการเลือกตั้ง ซึ่งอาจส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ใน อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส เป็นธรรม และเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล จึงเห็นควรขอความร่วมมือไปยังประธานฯหรืออนุกรรมการใน อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา ที่สมัครเข้ารับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร งดการเข้าร่วมประชุม อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาเป็นการชั่วคราว จนกว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งจะประกาศผลการเลือกตั้งฯ โดยให้ ผอ.สพท. ในฐานะอนุกรรมการและเลขานุการ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา เป็นผู้แจ้ง 

        5. การให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเลื่อนเป็นวิทยฐานะศึกษานิเทศก์ เชี่ยวชาญพิเศษ
            อนุมัติให้ นางจันทรา ด่านคงรักษ์ เลื่อนเป็นวิทยฐานะศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญพิเศษ

         6. อนุมัติย้ายและแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ให้ไปดำรงตำแหน่งและวิทยฐานะเดิม ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งใหม่ จำนวน 33 ราย 

          7. อนุมัติบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้ได้รับการคัดเลือกและขึ้นบัญชีรอการบรรจุ ให้ไปดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 124 ราย

02

03

04

05

06

07

08

09

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

 

 กลุ่มประชาสัมพันธ์และการเผยแพร่

  • ฮิต: 68824

สารสนเทศสำนักงาน ก.ค.ศ.



footer logo

สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

กระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนินนอก ดุสิต กทม. 10300

Ribbon